วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ข้อสังเกตเกี่ยวกับภูมิอากาศ

เดือนมิถุนายน เข้าฤดูฝนแล้ว แต่สภาพอากาศยังร้อนมากๆ หากไปยืนอยู่กลางแจ้งจะรับรู้ได้ถึงพลังงานรังสีดวงอาทิตย์ที่รุนแรงมาก เผาเหมือนจะให้ใหม้กันไปเลย พืชจะปรับตัวอย่างไร สภาพอากศในช่วงที่ผ่านมาทำให้พืชแสดงออกหลายอย่าง เช่น ตายไปเลย มะม่วง มะพร้าว มะกรูด ชมพู่ ดาหลา ที่เคยปลูกอยู่ที่บ้านตายหลังจากอยู่กันมาหลายปี พืชใบมีขนาดเล็กลง ไม่แผ่ขยายเต็มที่สังเกตได้จากเงาะ ลองกอง ลดจำนวนพื้นที่ใบลง พืชออกดอกและสุกแก่เร็วขึ้น ช่วงการสุกแก่สั้นลง การระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น เนื่องจากโดยธรรมชาติแมลงศัตรูในธรรมชาจิจะควบคุมกันเอง การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติบางชนิดลดลงทำให้แมลงศัตรูพืชขยายพันธุ์ได้รวดเร็วและเกิดการระบาดขึ้นได้ เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายกฏการควบคุมโดยธรรมชาติให้เกษตรกรเข้าใจ เหมือนกับที่ประสบอยู่การมีแมลงชนิดหนึ่งมากไป เช่น แมลงช้างปีกใส ซึ่งโดยตัวมันเองแล้วจจัดเป็นแมลงที่มีประโยชน์ แต่อาจเป็นอุปสรรคในการเพาะขยายพันธุ์แตนเบียนซึ่งต้องการเพลี้ยแป้งเป็นอาหารเช่นกัน

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อากาศปีนี้

จำได้ว่าช่วงเช็งเม็งของทุกปี ต้นเมษายน จะหามะม่วงเขียวเสวยอร่อย ๆ กินยากมากเพราะถ้าเป็นมะม่วงตามฤดูกาลแล้วจะเพิ่งเรื่มแก่ ต้องเลือกหน่อยไม่เช่นนั้นจะเจอเปรีย้ว มะม่องกินสุกก็ต้องเจอเก็บอ่อนมาบ่ม แต่ปีนี้เช็งเม็ง กลับหามะม่วงไม่ได้เพราะสุกแก่เกือบหมดสวนแล้ว โดยเฉพาะของพี่บัวลอยหมดสวนแล้ว ฉนั้นจึงชี้ให้เห็นว่าปี 2552-2553 อากาศเปลี่ยนแปลงมาก อากาศร้อนขี้นทำให้พืชสุกแก่เเร็วขึ้น พืชอื่น ๆ ก็คงทำนองเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้มีการบันทึก จดจำไว้แน่นอนเท่านั้น ปี 2553 ฤดูฝนมาช้า ฝนแรกตกช้ามาก ปลูกพืชไม่ได้ มันสำปะหลังชัดเจน ปกติประมาณมีนาคม ก็ปลูกได้แต่ปีนี้พฤษภาคมยังไม่ได้ปลูก ศัตรูธรรมชาติก็มาก รุนแรง เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในข้าว เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง เพลี้ยแป้งสีชมพูก็เป็นชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีประวัดิการระบาดในประเทศมาก่อน หนอนหัวดำในมะพร้าวก็เช่นกัน
การเกษตรบ้านเราอาจต้องถึงเวลาลดขนาพื้นที่ลงแล้วละ

วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

ฝนหรือการให้น้ำช่วยได้

ทำงานกับแปลงมันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งมาจนสังเกตได้ว่าฝนในปริมาณที่เพียงพอช่วยได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเท่าใดแน่ ปริมาณ หรือความยายยายของฝนที่ช่วย เขาสามารถควบคุมได้ดีกว่าการใช้สารเคมีหรือแตนเบียนอีก ข้อมูลยังต้องการการยืนยันด้วยข้อมูลจากแหล่งปลูกอื่น แต่ก็อยากให้ข้อมูลแก่เกษตรกรทั้งทางตรงและทางออกจากผู้ที่ได้อ่านบันทึกนี้ เพราะเกษตรกรจำนวนมากใช้สารเคมีจนไม่รู้ว่าจะใช้อะไร เจ้าของร้านยารวยแย่ แถมบางร้านแนะนำผิดทำให้เกษตรกรเสียเงินเกินจำเป็น และใช้สารชนิดเดียวกันผสมกันด้วยความที่มีชื่อการค้าต่างกัน นั่นหมายถึงการใช้ยา 2 เท่า และเร่งให้มีการดื้อยาเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จึงอยากแนะนำให้ใช้น้ำเปล่าฉีดพ่นในบริเวณที่มีเพลี้ยแป้ง คงต้องฉีดใต้พุ่มใบเพื่อให้น้ำเข้าถึงที่อยุ่ของเพลี้ยแป้ง ซึ่งพอดีกับบทความของดร.โอภาสที่แนะนำให้เปลี่ยนการปลูกมันโดยอาศัยน้ำฝนมาให้น้ำช่วย ซึ่งนอกนากจะช่วยควบคุมเพลี้ยแป้งได้ยังทำให้ผลผลิตมันเพิ่มขึ้น
การเลื่อนเวลาปลูกมาปลูกในช่วยที่เริ่มมีฝนประมาณต้นพฤษภาคมจะช่วยได้ ฝนช่วยควบคุมเพลี้ยแป้งได้แน่นอนแต่ท่อนพันธุ์ต้องแช่สารเคมีก่อนปลูกจะช่วยควบคุมเพลี้ยแป้งในช่วงแรกหากไม่มั่นใจว่าท่อนพันธุ์ปลอดภัยจากเพลี้ยแป้งหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

ปล่อยแตนเบียนเพลี้ยแป้งสีชมพู

วันนี้มีพิธีปล่อยแตนเบียนสำหรับเพลี้ยแป้งสีชมพูที่ทำลายมันสำปะหลังที่มูลนิธิมันสำปะหลัง ต.ห้วยบง อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา การปล่อยแตนเบียนในสภาพธรรมชาตินี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากการปล่อยครั้งแรกที่ศวร.ระยองเมื่อธันวาคม52 ซึ่งครั้งนั้นการปล่อยปรสบความสำเร็จอย่างมากเนื่องจากแตนเบียนสามารถอยู่และขยายพันธุ์ได้ในสภาพธรรมชาติ การปล่อยวันนี้เป็นการรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพูในมันสำปะหลัง มีเกษตรกรจากต.ห้วยบง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาร่วมงานจำนวนมาก มูลนิธิมันสำปะหลังจะเป็นแหล่งหนึ่งที่จะผลิตแตนเบียนเพลี้ยแป้งสีชมพู ได้ชมกิจกรรมมการเลื้ยงแตนเบียนที่นี่ คนทำงานราชการก็รู้สึกอิจฉามีอุปกรณ์พร้อม แมลงก็พร้อม ที่นี่ลงทุนสร้างโรงเรื่อนสำหรับเลี้ยงแมลงศัตรูธรรมชาติโดยเฉพาะ อุปกรณ์ใหม่ และเพียงพอ การจัดงานนอกจามีพิธีเปิดแล้วยังมีการบรรยายและพาชมสถานีให้ความรู้ 4 สถานี ได้แก่
1.การผสมสารเคมีในการฉีดพ่นอย่างถูกวิธี เน้นว่า ควรผสมสารในน้ำเพียงเล็กน้อยก่อนผสมน้ำจนได้ครบจำนวนจะทำให้สารเคมีละลายหรือผสมเข้ากันได้ดี ส่ม่ำเสมอ และการผสมกับ white oil สามารถลดอัตราการใช้สารเคมีลงครึ่งหนึ่งได้
2. การแช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูก ควรตัดเป็นท่อนขนาดสำหรับปลูกแลเวแช่ 5-15 นาที
3. การรู้จักแมลงศัตรูธรมชาติ รวมทั้งการเลี้ยงแตนเบียนสำหรับเพลี้ยแป้งสีชมพูที่ทำลายมันสำปะหลังด้วย
4. การตรวจนับแมลงเน้นเพลี้ยแป้งสีชมพู เพื่อการควบคุม เช่น พื้นที่ 10 ไร่ สุ่มตรวจดู 50 ต้น คือนับ 1 ต้น ทุก ๆ10 ต้น ถ้าพบแม่แต่ตัวเดียวก็ต้องจัดการ

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มันสำปะหลังกำแพงเพชร

มันกำแพงเพชรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้ามปีกัน โดยปลูกพค. และเก็บเกี่ยวประมาณพยถึงธคปีถัดไป ปกติเกษตรกรจะได้ผลผลิตเพิ่มจากการไว้ข้ามปี 3-4 ตัน แต่ปีนี้บางรายที่ได้รับผลกระทบจากเพลี้ยแป้งปีที่ผ่านมาแล้วไม่เก็บมาเก็บปีนี้ ปรากฏว่าผลผลิตลดลงจากที่เคยหลายตัน ได้ราว 3 ตัน ก็มี แต่บางรายที่ไม่มีปัญหาก็ได้ผลผลิตดี 8 ตัน เกษตรกรพยายามไม่ให้มีนเกิน 18เดือน เพราะแป้งจะลดลง และเป็นเส้นแข็ง ลามมันหลายแห่งก็ปลูกมันเอง นิยมทำมันเส้นใหญ่เพราะขายง่ายกว่านำไปขายกับบ.อาหารสัตว์ การรับซื้อที่ลานมันไม่มีการวัดแป้ง ต่างจากโรงแป้งที่วัด และไม่ชอบมันระยอง 72 เพราะว่าแป้งต่ำจรึงหรือไม่ก็ทำให้เกษตรกรไม่อยากปลูก ตลาดเป็นคนกำหนดพันธุ์ ลานหลายแห่งนำพันุ์ใหม่ ๆมากระจายให้เกษตรกร
เจอเกษตรกรชื่อครรชิดปลูกพยที่แล้วให้น้ำตอนปลุกและ4 เดือน เจอเพลี้ยแป้งทั้งๆที่แปลงอื่นข้างๆไม่เจอ และไม่ได้ดูแลเพราะไปอยู่วัดโบถ ปีที่แล้วแปลงนี้ได้ 5 ตัน ที่ 4 ไร่
ออกมาจากแปลงเลยไปหน่อยเป็นแปลงมันปีนี้พันธุ์ระยอง5 ดูแรก ๆ ไม่น่าจะมีอะไรแต่เจอเพลี้ยแทบทุกต้น ตรวจสอบ 50 ต้น เจอเกือบทุกตั้น แต่ไม่ค่อยพบตัวสีชมพู
เกษตรกรที่ขาณุ สายวสันต์ มณฑาทิพย์ CMR35-22-196 และแสงเทียน ปัทมาลัย ระยอง 9 เป็นแปลงที่แยกจากส่วนใหญ่ ปีก่อนระยอง 9 ได้ 4 ตัน ระยอง 7 ไร่
การหาคำตอบเกี่ยวกับวันปลูกคงพิจารณาจากผลผลิตอย่างเดียวไม่ได้ ช่วงนี้สำรวจข้อมูลอยู่กำแพงเพชรได้ข้อสรุปเกี่ยวกับวันปลูกที่นี้ขึ้นอยู่กับฝน ที่นี่แปลกมากนิยมไว้มันมากกว่าปี มักเก็บที่ 18 เดือน ได้ผลผลิต 10 ตัน พันธุ์มหัศจรรย์ที่นี่คือ น้องแบม ได้ผลผลิต 10 ตัน แน่นอน ต้นไม่สวยแต่หัวดีเกษตรกรชอบ ผิดกับระยอง 9 ที่ต้นใหญ่ไม่กี่ต้นก็แบกกันหนัก ซึ่งก็เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกร
ลุงอุบล พาไปดูแปลงนายบุญเชิด ปลูก 196 แปลงนี้จากที่ไม่ได้ผลผลิตเท่าไร มาเป็นแปลงที่ดีได้โดยการปรับปรุงดินใช้ขี้เถ้า กากน้ำตาล และน้ำมามิ
พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพันธุ์ 166 หรือที่เกษตรกรเรียกกันว่าน้องแบม ต้นไม่สวยแต่ผลผลิตดี มันที่นี่ต้นใหญ่มาก แต่ผลผลิตน้อยกว่าที่ศักยภาพของพันธุ์ไปถึง และยังปลูกยาวนานถึง 18 เดือน ด้วย เป็นวิธีการที่เกษตรกรปรับตัวเพื่อให่มีท่อนพันธุ์ไว้ปลูกในปีต่อไป เกษตรกรที่นี้เห็นความสำคัญของอินทรีย์วัตถุมาก

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ตามไปดูเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังกับคณะของ CIAT

เริ่มต้นที่พืชไร่ระยองมีพี่ๆจากอารักขา-พี่อัมพร จากพืชไร่-พี่แดง รังสี วิสุทธิ์ ส่วนเรารอสมทบอยู่ที่ระยอง พี่อัจฉรา พี่สมลักษณ์บรรยายด้วยภาพของเหตุการณ์ที่พบเพลี้ยแป้งในแปลงสาธิตพันธุ์ของศูนย์ภาพเดือนมกราคม 51 ในพันธู์ระยอง 90 กุมภาพันธ์ อายุ 4 เดือน ยอดมันสำปะหลังถูกทำลายเห้นได้ชัดจากยอดที่หงิก แระยอง 9ปลงต่ไป แปลงทดสอบพันธุ์ระยอง 5 มีนาคม 2008 มีเพลี้ยแป้งขาวเต่มยอด - เพลี้ยแป้งสีเขียวมาใหม่ อีกแปลงระยอง 9 มีนาคม 2009 เพลี้ยแป้งสีชมพูการสำรวจการระบาดในแปลงเกษตรกรปีนี้จะประสบปัญหาในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ช่วงเวลาแต่ละปีแตกต่างกัน เรามาช่วงนี้ ปีมันฟื้นตัวสังเกตุจากภายนอกยาก นี้มีฝนเดือนพฤศจิกายนด้วย
ความแตกต่างมีแต่ทางวิทยาศาสตร์ไม่มีความแตกต่างเปิดใจให้กว้าง แลกเปลี่ยนกับผู้อื่นจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและความรู้ได้
ได้รู้จักอาการของโรคที่เราไม่ค่อยได้สังเกต เช่น อาการเหลืองเนื่องจากใส้เดือนฝอย และรากเน่า โรคใบไหม้เนื่องจากแบคทีเรีย และทำให้ใบเหลืองแตกยอดเป้นพุ่ม

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อินเดียต่อ

เลิกอบรมแต่ละวันก็ 5 โมงแล้ว ไปเดินดูแปลงเห็นคร้้งแรกคิดว่าเป็นหญ้าตีนกา เดินถึงป้ายบอกเป็นแปลงรวบรวมพันธุกรรมมิลเล็ต ถ่ายรูปมาด้วยสวย ๆ ก็มี กินน้ำจากท่อปะปาเลย ต้องทำใจเวลากิน ทำให้กินน้ำได้น้อยในช่วงนี้ การขับถ่ายดูไม่ค่อยปกติ

เย็นวันพฤหัสมีงานเลี้ยงต้อนรับที่ริมสระน้ำ มีจากกลุ่มอื่นมาร่วมด้วย (เขาคงจัดครั้งเดียวสำหรับทุกกลุ่ม) ชินเทียให้การบ้านอีกแล้ว ทานอาหารโต๊ะเดียวกับเวียดนาม ชินเทียมาพร้อมนาวีน ก็คุยเรื่องงานด้วยว่าแต่ละประเทศจะเตรียมตัวรับกับ CC อย่างไร แล้วแต่ละประเทศมีทิศทางในการพัฒนาเพื่อรับมือกับสิ่งนี้อย่างไร ให้เวียดนามส่งเอกสารทางราชการที่ระบุเกี่ยวกับ scenario ที่จะใช้ในการกำหนดทิศทางการศึกษา ดูเขาคาดหวังกับสิ่งที่ให้มาอบรมมากและถามว่าได้อะไรบ้างแล้วจะนำไปใช้อย่างไร เนื่องจากประเทศอื่น ๆ ที่ร่วมโครงการด้วยไม่ได้มา เวียดนามขอ copy เอกสารและโปรแกรมของเราไปด้วย หากเทียบกันแล้วประเทศไทยดูด้วยไปในเรื่องข้อมูลเชิงนโยบาย การเก็บข้อมูลเสร็จแล้ว และดูเหมือนว่าจะมีครั้งหน้า 2 คนจากแต่ละทีมจะได้ไปอบรม และ 1 คือด้านสังคม ที่บังคลาเทศ
เขาถามเน้นว่าใครคือคนทำข้อมูล รู้สึกผิดที่เราเป็นคนรวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์ด้วย รัชดา และเบญจมาศน่าจะเป็นคนทำมากกว่า นาวีนเองก็เข้าใจเช่นนั้น นาวีนเข้าใจผิดว่าเราทำงานกับพี่ประพันธ์ในการรวบรวมข้อมูลมือสอง



วันนี้อบรมวันสุดท้ายเป็นวันขอบคุณ ผู้จัดถามว่าที่พักเป็นอย่างไรบ้างอีกแล้ว เมื่อวาน เพื่อนเวียดนามเพิ่งมาให้ข้อมูลว่าเราน่าจะได้ที่พักที่ดีกว่านี้ แต่เราก็ OK ช่วงนี้ไม่ร้อนการอยู่แบบสมถะนี้ก็ดี คนที่มาศึกษาวิจัยที่นี่ก็พักตึกนี้หลายคน และยังทำให้ได้เพื่อใหม่อีกด้วย ตอนเช้าเอาขนมที่หิ้วไปจากเมืองไทยไปให้พูริมา ก็จะกลับแล้วเลยให้เขาได้รู้จักขนมของบ้านเราบ้าง ไปเขาก็ไม่ยอมเสียเปรียบ คือไม่อยากเป็นผู้รับฝ่ายเดียวเลยให้ขนมปังมา 1 ห่อ และให้เราเขียน email ไว้ให้ ขอบคุณสำหรับความใจดีของคนอินเดีย
วันแรกนับว่าเป็นโอกาสดีที่ได้ออกไปดูบ้านเมืองเขาบ้าง แต่ถ้ามีข้อมูลดีกว่านี้คงได้มีโอกาสไปเที่ยวเมือง hyderabad ด้วย วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับจึงขอออกไปถ่ายรูปที่ถนน เลยรอถ่ายรูปรถออโต้ และรถเมล์ที่เคยขึ้นไปตลาดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เสร็จแล้วก็กลับมาทีหอพักเตรียมเพ็คของกลับบ้าน แต่มีการเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเรื่องเวลาออกไปสนามบิน มีโทรศัพท์จากพนักงานต้อนรับมาตามว่ารถพร้อมแล้วเอาตอน 18.30 น แต่เราก็ยังไม่อยากไป เพราะยังไม่ได้กินข้าว เก็บของยังไม่เรียบร้อย ก็รอไปพร้อมคนเวียดนามสองทุ่มตามกำหนดเดิมที่ตั้งใจไว้ เดินทางไปสนามบินด้วยรถที่เขาจัดให้ วันนี้เป็นรถตู้โคตรเก่าเลยไม่มีแอร์คือใช้งานไม่ได้มากกว่า ถ้าเป็นรถคันก่อนหน้าจะเป็นรถใหม่ 4 ที่นั่งสบาย ๆ วันนี้เดินทางมาด้วยเส้นทางใหม่แต่ก็วนไปทางเดิมเช่นกัน สัปดาห์ที่จะถึงนี้เป็นช่วงของการเฉลิมฉลองของชาวอินเดีย วันนี้ก็เลยเห็นการเฉลิมฉลองเล็ก ๆ มีการประดับแสงไฟและมีชุดคล้ายกระถาง ถาดเทียนขายคล้าย ๆ ช่วงยี่เป้งบ้านเรา ถึงสนามบินประมาณ 3 ทุ่มตามเวลาท้องถิ่น เสียดายเรื่องการแลกเงิน หากมีใครมาอีกต้องแนะนำดี ๆ มิฉะนั้นเงินจะหายไปกับตาเหมือนเรา จะได้ไม่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนมากเท่าครั้งนี้ แล้วก็เดินค่าเวลาหาของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆที่สนามบินแต่ซื้อเป็นเงินไทยไม่ได้ของกี่ชิ้น กลับไปหลายชายคงบ่นแน่ว่าไม่มีอะไรมาฝากเลย